Swanson EFAs Multi Omega 3-6-9 (Flax, Borage, Fish)-1,200 mg 220 Sgels

สุดยอดโอเมก้า 3-6-9  เข้มข้นจากธรรมชาติ จากน้ำมันปลา + ปอป่าน + เมล็ดโบราจ ในหนึ่งเดียว  

ราคา: 1100 บาท

ผลิตภัณฑ์น้ำมันสกัดจากแหล่งที่ดีที่สุดทั้งทางบกและทางทะเล (Borage Oil (GMO free)+Fish Oil 18/12 (GMO free)+Flax Oil (GMO free)) ให้ความสมดุลและเสริมฤทธิ์กันอย่างลงตัวของกรดไขมันที่จำเป็นโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 บำรุงผิวพรรณ ช่วยการไหลเวียนของเลือด บำรุงหัวใจ ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ลดไตรกลีเซอไรด์ได้ดีเยี่ยม บำรุงสมอง ลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์  บำรุงผิวและเส้นผม และลดภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ การผสมผสานพิเศษเฉพาะ OmegaTru blend จะช่วยให้กรดไขมันอยู่ในระดับที่สมดุลเหมาะแก่ร่างกาย เพียงพอตามหลักโภชนาการของมนุษย์

• Flax Oil – Omega 3-6
• Borage Oil – Omega 6-9
• Fish Oil – Omega-3

วิธีรับประทาน: ครั้งละ 2 เม็ด พร้อมอาหาร วันละ 2-3 เวลา

Code: SWE083

Swanson EFAs Multi Omega 3-6-9 (Flax, Borage, Fish)-1,200 mg 220 Sgels
  • Nature's best oils from land and sea
  • Combines flax, borage and fish oils
  • Delivers a synergistic balance of omega-3 and omega-6 essential fatty acids

Product Description:

MultiOmega 3-6-9 (Flax, Borage, Fish)

"This is another Swanson supplement we have been using for awhile with great results. ... We have been quite happy with it and you can't beat the price!" ~product review by CPerin
Get the complete package of essential omegas with Swanson MultiOmega 3-6-9! This special formula of flax, borage and fish oils help in the maintenance of heart, skin, joint and brain health. The unique OmegaTru blend gives you the ideal fatty acid balance to meet your daily nutritional needs.

Product Label:

MultiOmega 3-6-9 (Flax, Borage, Fish)

Supplement Facts

Serving Size 2 Softgels
Servings Per Container 110
 Amount Per Serving% Daily Value
Calories25 
Calories from Fat20 
Total Fat2 grams3%†
Cholesterol5 mg1%†
Protein<1 gram 
Vitamin E (from mixed tocopherols)20 IU67%
Borage Oil (GMO free)800 mg*
Typical Fatty Acid Profile:  
Omega-6—Linoleic Acid 30–40%  
Omega-6—GLA (gamma-linolenic acid) 19–26%  
Omega-9—Oleic Acid 12–18%  
Fish Oil 18/12 (GMO free)800 mg*
Typical Fatty Acid Profile:  
Omega-3—EPA (eicosapentaenoic acid) 12–22%  
Omega-3—DHA (docosahexaenoic acid) 10–14%  
Flax Oil (GMO free)800 mg*
Typical Fatty Acid Profile:  
Omega-3—ALA (alpha-linolenic acid) 40–60%  
Omega-6—Linoleic Acid 12–18%  
Omega-9—Oleic Acid 12–18%  
†Percent Daily Values are based on a 2,000 calorie diet.
*Daily Value not established.
Other ingredients: Gelatin, glycerin, purified water.
Suggested Use: As a dietary supplement, take two softgels two to three times per day with food and water.
WARNING: Consult your healthcare provider before use if you are taking a blood-thinning medication.
Product of Canada
OmegaTru® is a registered trademark of Swanson Health Products.
Solvent free.

กรดไขมันกลุ่มโอเมก้า3 6 และ9 จัดเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย เนื่องจากร่างกายสร้างเองไม่ได้ และพบในน้ำมันทั่วไปได้น้อยมากหากขาดจะทำให้ร่างกายขาดความสมดุล รวมทั้งมีผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการต่างๆ ดังนั้นร่างกายจึงต้องได้รับกรดไขมันจำเป็นเหล่านี้เข้าไปในปริมาณที่เหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการ กรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 3 และ 6 จัดเป็นสารตั้งต้นของprostaglandinsในร่างกายซึ่งมีผลต่อระบบการทำงานต่างๆ ภายในร่างกาย เช่น ระบบหลอดเลือดและหัวใจ,ระบบการขนส่งสารผ่านเส้นเลือด,กลไกการแข็งตัวของเลือด,การส่งผ่านของสารสื่อประสาท,กระบวนการเมทาบอลิซึมของไขมัน,กลไกการอักเสบและระบบภูมิคุ้มกันดังนั้นจึงมีผลช่วยควบคุมอาการของโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น อาการอักเสบและโรคไขข้ออักเสบ,โรคมะเร็งและโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้นการรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันกลุ่ม โอเมก้า3และ6ทดแทนไขมันอิ่มตัวจะไม่เพิ่มระดับไขมันในร่างกาย ส่วนกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า9 มีคุณสมบัติคล้าย โอเมก้า-3และ6รวมทั้งยังช่วยเสริมฤทธิ์ของสารทั้งสองตัวให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้การรับประทานอาหารที่มีโอเมก้า 9 ทดแทนไขมันอิ่มตัวจะช่วยลดระดับ LDL cholesterolซึ่งเป็นไขมันที่ไม่ดีก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดตีบได้
 
ในสภาวะปกติจะมีสมดุลที่เหมาะสมระหว่างโอเมก้า-3และโอเมก้า-6 ในอาหาร เนื่องจากทั้งสองสารจะทำงานไปด้วยกันเพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพที่ปกติ หากมีความไม่สมดุลระหว่างกรดไขมันจำเป็นทั้ง 2 ชนิด จะทำให้เกิดโรคต่างๆ ขึ้นมา

ประโยชน์โอเมก้า 3-6-9
- ช่วยการไหลเวียนของเลือด ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ หัวใจพิบัติ และความดันสูง โดยการลดการแข็งตัวของเลือด ลดการจับกลุ่มของเกล็ดเลือดทำให้หลอดเลือดที่หัวใจเป็นปกติ ลดอัตราการเกิดโรคความดันโลหิตสูง สร้างสารที่ทำให้เส้นเลือดขยายตัวได้ดี

- ใช้เพื่อลดน้ำหนัก กำจัดไขมัน และคลอเรสเตอรอล ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ โอเมก้า 3-6-9 จะช่วยลดการดูดซึมไขมันอิ่มตัวที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายได้รับไขมันที่ไม่ดีน้อยลง รวมทั้งสามารถกำจัดไขมันที่ไม่ดีในร่างกายออกไปด้วย

- รักษาโรคสะเก็ดเงิน บำรุงผิวพรรณบำรุงเส้นผม รักษาอาการแห้งเสียแตกปลาย รังแคและบำรุงเล็บเพราะโอเมก้า 3-6-9 สามารถรักษาโครงสร้างของเซลล์และทำหน้าที่เยื่อบุเซลล์ให้มีสุขภาพดี ป้องกันการสูญเสียความชื้นจากผิวหนัง ควบคุมการผลัดเซลล์หนังศีรษะซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดรังแค รวมทั้งสามารถป้องกันและรักษาผิวไหม้จากแสงแดด โดยโอเมก้า 3-6-9 จะช่วยลดความเสียหายจากรังสีอัลตราไวโอเลต ฟื้นฟูสภาพผิว ลดการอักเสบผิว บรรเทาอาการคันและผื่นของผิวหนังโดยการเป็นสารตั้งต้นของการสร้าง eicosanoids ที่ช่วยลดการอักเสบ

- บำรุงสายตา สมอง ความจำ ต้านอาการซึมเศร้า ป้องกันระบบประสาทเสื่อม และอัลไซเมอร์ โอเมก้า 3-6-9 เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเซลล์ประสาท สมอง และเรตินา รวมทั้งจัดเป็นสารที่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการทางสมองของ เด็กทารกและยังช่วยควบคุมการทำงานของสมองในผู้ใหญ่ เนื่องจากดีเอชเอไปมีผลกระตุ้นการสร้างเซลล์ประสาทที่ถูกทำลายไป ส่วนอีพีเอช่วยลดการแข็งตัวของเยื้อหุ้มเม็ดเลือดแดง ทำให้สมองได้รับออกซิเจนมากขึ้น

- รักษาอาการที่เกี่ยวกับการมีประจำเดือน บรรเทาอาการอ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดบวมข้ออักเสบรูมาตอยด์ ลดอาการปวดหลัง จากการวิจัยพบว่าโอเมก้า 3-6-9 ในปริมาณที่พอดีจะช่วยให้ ผู้ป่วยสามารถลดการใช้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเทียรอยด์ลงได้

- ลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็ง ลดการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง ช่วยลดความเสี่ยงและความรุนแรงของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาทิ ไขข้ออักเสบ

กรดไขมันกลุ่มโอเมก้า - 3 เป็น หนึ่งในกลุ่มกรดไขมัน ที่ร่างกายมนุษย์ขาดไม่ได้แบ่งได้เป็นสองชนิดใหญ่ ได้แก่พวก EPA (EICOSAPANTAENOIC ACID) และ DHA (DOCOSAHEXANOIC ACID) และยังมีกรดไลโนเลิอิก (LINOLEIC ACID)
พบมากในปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอน ปลาแม็คเคอเรล ปลาทูน่า หรือปลาน้ำจืดบางชนิด
> มีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างและการทำงานของสมอง ตับ และระบบประสาทเกี่ยวกับการพัฒนาเรียนรู้ รวมทั้งเกี่ยวกับเรตินาในการมองเห็น

กรดไขมันโอเมก้า- 6 ได้แก่ กรดลิโนเลอิก (Linoleic acid=LA)
พบมากในน้ำมันพืช ถั่วเหลือง ทานตะวัน คาโนล่า และถั่วชนิดต่างๆ
> มีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกายการทำงานของสมองและหัวใจ และที่สำคัญร่างกายคนเราไม่สามารถผลิตกรดไขมันชนิดนี้ได้เอง

กรดไขมันโอเมก้า- 9 ได้แก่ กรดโอเลอิก (Oleic acid)
พบมากในน้ำมันมะกอก
> มีบทบาทสำคัญช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และสามารถเปลี่ยนเป็นกรดโอเมก้า-3 และโอเมก้า-6 ได้เมื่อร่างกายขาด

Flax Oil
Flaxseed หรือ Linseed ปอ ป่าน จำพวก Linum พืชที่ใช้เส้นใยลำต้นทำผ้าลินิน Flaxseedสามารถ ป้องกัน และต่อต้านโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคระบบย่อยอาหาร โรคความดันโลหิตสูง โรคลำไส้ใหญ่อักเสบ โรคท้องผูก และยังช่วยปรับระดับฮอร์โมนในร่างกายได้อีกด้วย
ในจำนวนพืชมีเมล็ด Flaxseed สามารถสกัดน้ำมันออกมาใช้ได้ และน้ำมันที่ได้ล้วนเป็นไขมันดี ประกอบไปด้วย โอเมก้า 3 และ โอเมก้า 6 ซึ่งจำเป็นต่อร่างกายมนุษย์ แต่คนเราไม่สามารถผลิตเองได้ จึงต้องหาจากอาหารอื่นเสริม

Flaxseed oil อุดมไปด้วย กรดแอลฟ่า ไลโนลีนิค (Alpha Linolenic Acid หรือ ALA) ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นในกลุ่มโอเมก้า-3สามารถยับยั้งการแข็งตัวของเลือด ช่วยขยายหลอดเลือด และลดการทำลายเซลล์จากการอักเสบที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ จึงมีประโยชน์อย่างมากต่อร่างกายโดยเฉพาะต่อระบบเลือดและยังมีกรดแกมม่า ไลโนเลนิค (Gamma Linolenic Acid หรือ GLA) ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นในกลุ่มโอเมก้า-6 ที่พบในพืชชนิดนี้มีสรรพคุณช่วยในเรื่องของผิวพรรณ ลดอาการอักเสบของผิวหนัง ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น อีกทั้งมีกรดโอเลอิค (Oleic acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า-9 ซึ่งออกฤทธิ์คล้าย โอเมก้า-3 และ 6 เสริมฤทธิ์ของสารทั้งสองตัว ที่สำคัญ Flaxseed oil ยังอุดมไปด้วยสารลิกแนน (lignans) ซึ่งเป็น Phytoestrogen มีคุณสมบัติออกฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมน estrogen ช่วยบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนได้ดี ซึ่งสารลิกแนนจาก Flaxseed มีมากกว่าพืชชนิดอื่นถึง75 เท่า และมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) ที่มีความแรงในการต้านอนุมูลอิสระมากกว่าวิตามินอีถึง 5 เท่า ดังนั้นจึงมีผลลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจ

ประโยชน์ ของการรับประทานเมล็ดแฟลกซ์ และน้ำมันจากเมล็ดแฟลกซ์ เปรียบเทียบระหว่าง ผลทางชีวเคมี กับ ผลการวิจัย เปรียบเทียบกันได้ดังนี้

ผลทางชีวเคมี
1. สามารถปรับกลุ่มไขมันในร่างกายให้เป็นปกติ
2. สามารถปรับความสมดุลของโพรสแกลนดินส์
3. ลดความอยากอาหาร และลดการดูดซึมน้ำตาลกลูโคสในระบบอาหาร
4. รักษาระดับอินซูลิน และน้ำตาลในเลือด
5. มีประสิทธิภาพทำให้เกิดภูมิคุ้มกันร่างกาย
6. เพิ่มเส้นใยอาหาร และอโรบิดแบคทีเรียในการย่อยอาหาร
7. ลดคอเลสโตรอล และไขมันในเลือด
8. ช่วยให้ระบบเมทาโบลิซึมทำงานได้ดีขึ้น
9. เพิ่มระดับ estrogen ในเลือด
10. ส่งเสริมการทำงานของตับ

ผลทางการวิจัย
1. ทำให้ผิวอ่อนนุ่ม ผมเงา มือนิ่ม ความแข็งแกร่งอดทนของร่างกายดีขึ้น มีกำลังวังชา กระฉับกระเฉง
2. ปรับกล้ามเนื้อให้เข้าสู่สภาพปกติ เช่น ช่วงก่อน และหลังมีรอบเดือน หรือช่วงการเข้าสู่วัยทอง
3. ยับยั้งความอยากรับประทานอาหารจำพวกที่มีคาร์โบไฮเดรตได้
4. ป้องกันความอยากรับประทานของหวาน ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงทนทานต่อการเกิดโรคต่างๆ มากขึ้น
5. ช่วยลดอาการอาหารเป็นพิษ กับโรคบางชนิดได้ผลดียิ่งขึ้น
6. ช่วยกระตุ้นให้แบคทีเรียในกระเพาะอาหารทำหน้าที่กำจัดแก๊ส ดูแลระบบการขับถ่ายและการอักเสบของ ทวารหนัก
7. ระบบสูบฉีดโลหิตทำงานได้ดีขึ้น ทำให้สมองทำงานดีขึ้น คิดอะไรได้ว่องไวขึ้น
8. ช่วยให้ร่างกายสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญไขมันได้ ร่างกายทนต่ออากาศหนาวหรือเย็นได้ดีขึ้น
9. ช่วยลดปัญหาต่างๆ ในช่วงเข้าสู่วัยทอง
10. ลดและ รักษาระดับการสูบฉีดเลือด


Borage Oil
Borage ถิ่นกำเนิดในประเทศซีเรีย แต่กระจายอยู่ทั่วไปในยุโรป เอเชีย และแอฟริกาใต้ ดอกคล้ายดาว “Star flower” โดย seed Oil คือส่วนที่ใช้ทำอาหารเสริม

คุณประโยชน์
- ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว หนังศีรษะ ผม เล็บ   ช่วยชะลอความแก่ ผิวพรรณเต่งตึง มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง      
- ปรับสมดุลฮอร์โมน ลดอาการปวดประจำเดือน เจ็บคัดหน้าอก หงุดหงิด ซึมเศร้าในระยะก่อนมีประจำ เดือน                                                  
- GLA เป็นสารตั้งต้นในการสร้างสาร PE1 ซึ่งช่วยยับยั้งการอักเสบ ลดการเกิดสิว ลดอาการปวดข้อรูมาตอยด์
- ป้องกันอาการร้อนวูบวาบในวัยทอง
- ลดไขมันในเลือด และลดความดัน

กลไกการออกฤทธิ์ของ Borage Oil
สารสำคัญใน Borage Oil คือ Gamma Linolenic Acid (GLA) ซึ่งเหมือนกับ Evening primrose ทำให้การรับประทาน Borage Oil ให้ผลเช่นเดียวกับ Evening primrose(EPO) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างสารกลุ่มโพรสตาแกรนดิน (Prostagladins) ที่มีผลต่อการทำงานของเซลล์ และอวัยวะทุกระบบทั่วร่างกาย เช่น การอักเสบ และการเจ็บปวด การบีบตัวของมดลูกในระยะรอบเดือนของสตรีฮอร์โมนโพรสตาแกรนดินพบในเนื้อเยื่อ ต่างๆทั่วร่างกาย ปัจจุบันนี้เราพบว่าฮอร์โมนชนิดนี้มีมากถึง 20 ชนิด แต่ที่สำคัญๆมีอยู่ 3 ชนิด เรียกชื่อตามหมายเลขคือ PGE1, PG2, PG3 ฮอร์โมน PGE1 และ PG3 เป็นฮอร์โมนที่มีประโยชน์ มีผลต่อความสุขภาพดีของร่างกาย ส่วนฮอร์โมน PG2 เป็นฮอร์โมนที่ทำงานตรงข้ามคือทำให้ร่างกายไม่สบาย ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่เรามีปริมาณฮอร์โมน PGE1 และ PG3 ที่มีความสมดุลกับปริมาณีฮอร์โมน PG2 ก็ทำให้ร่างกายทำงานได้อย่างปกติ สิ่งที่ทำให้ Borage Oil มีความต่างกับ EPO คือ ปริมาณ GLA ซึ่ง Borage Oil มีมากกว่า EPO 2-3 เท่า ทำให้เห็นประโยชน์ได้อย่างชัดเจนและรวดเร็วกว่า EPO

จุดเด่นของ Borage Oil
- ลดอาการปวดข้อ (Rheumatoid Arthritis)
- ลดอาการปวดเกร็งจากการหดตัวผิดปกติของลำไส้ หรือการเกิดลมจุกเสียดในลำไส้ (Colic)
- ลดอาการปวดท้อง, เจ็บคัดหน้าอก, อารมณ์หงุดหงิด, ซึมเศร้า ในระยะก่อนมีประจำเดือน
- แก้ปัญหาผิวหนังอักเสบ (Eczema, Psoriasis)
- ลดไขมันในเลือด ป้องกัน Artherosclerosis

Borage Oil กับโรคต่างๆ
 GLA      -------->          PGE1 + PG3     --------------->          ลดความเครียด
- ป้องกันอาการร้อนวูบวาบในวัยทอง
- ลดอาการโรคอัลไซเมอร์
- ลดไขมันในเลือด  และลดความดัน
- ประกอบด้วย สังกะสี แมงกานีส วิตามินอี superoxide dismutase (SOD)
- ช่วยชะลอความแก่ ผิวพรรณเต่งตึง ฤทธิ์ต้านมะเร็ง
- บรรเทาอาการแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน เช่น อาการชาจากปลายประสาทอักเสบ (Neuropathy)


Fish Oil
ร่างกายของเราต้องการกรดไขมันจำเป็น (Essential Fatty acid) ในการมีชีวิตอยู่ อย่างมีประสิทธิภาพ สองชนิด กรดไขมันกลุ่มโอเมก้า – 3 นั้น เป็นหนึ่งในกลุ่มกรดไขมัน ที่ร่างกายมนุษย์ขาดไม่ได้ สารสำคัญที่อยู่ในกลุ่มโอเมก้า – 3 นี้แบ่งได้เป็นสองชนิดใหญ่ คือ ชนิดที่หนึ่งได้แก่พวก EPA และ DHA
(EPA ย่อมาจาก EICOSAPANTAENOIC ACID)
(DHA ย่อมาจาก DOCOSAHEXANOIC ACID)

ซึ่งพบมากในปลาอ้วน ๆ ใต้ทะเลลึก เช่น ปลาซาลมอน และแม็คเคอเรล (SALMON AND MACKEREL ซึ่งมีไขมันที่เรียกว่า FISH OIL น้ำมันปลา (มิใช่น้ำมันตับปลา) จำนวนสูงกว่าปลาน้ำจืด ส่วนชนิดที่สองชื่อ กรดอัลฟาไลโนเลอิก (ALPHA – LINOLEIC ACID) ซึ่งเป็นกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า – 3 ซึ่งพบมากในอาหารพวกธัญพืช ร่างกายของเราสามารถเปลี่ยนแปลงกรดไขมันที่มีอยู่ในพืชตัวนั้น ให้เป็นกรด ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า คือ EPA และ DHA น้ำมันพืชที่มีกรดไขมันตัวนี้สูง คือ Canola oil และ FAXSEED oil ส่วนพืชพวกข้าวโพด, ถั่วเหลือง, เมล็ด ทานตะวัน และผลิตภัณฑ์ทางอาหาร ที่ทำจากพืชและน้ำมันพวกนี้ เช่น เนยเทียม ย่อมมีกรดไขมันที่มีประโยชน์ตัวนี้อยู่มากเช่นกัน อย่างไรก็ตาม นักวิจัยด้านโภชนาการเสนอแนะว่า ร่างกายคนเราควรได้รับ กรดไขมัน ทั้งสองชนิด ในสัดส่วนที่สมดุลกัน เช่น หนึ่งต่อหนึ่ง คือ มิใช่ว่า รับประทานกรดไขมัน ชนิดหนึ่ง สูงกว่าอีกชนิดหนึ่ง

กลไกการทำงาน ของกรดไขมันในร่างกายเรานั้นเชื่อกันว่า เกี่ยวข้องกับ การทำงานของ เซลล์ทุกชนิดของร่างกายโดย เฉพาะ DHA ซึ่ง พบมากในน้ำนม และรกอั นเป็นแหล่งสำคัญ ของการผลิตฮอร์โมนสำหรับทารกในครรภ์นั้น มีความสำคัญในการเจริญเติบโต ของสมองของทารกเช่นเดียวกับเซลล์ชนิดอื่น ๆ ทุก ๆ วัน ร่างกายของคนเรา ผลิตสารกลุ่มหนึ่ง ที่มีคุณสมบัติ คล้ายฮอร์โมน ชื่อ “EICOSANOIDS” สารกลุ่ม นี้มี ส่วนเกี่ยวข้อง ในการควบคุม ระบบการแข็งตัวของเลือด การหดตัวของหลอดเลือด และการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบ ซึ่งเป็นกลุ่มกล้ามเนื้อ ที่อยู่ตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย และอยู่นอกกการบังคับด้วย เส้นประสาท ชนิดที่บังคับแขนขา คือ เป็นกลุ่มกล้ามเนื้อที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ ระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น กล้ามเนื้อของมดลูก นอกจากนี้ สารนี้ ยังจำเป็นในกรณีที่ ร่างกายเกิดการอักเสบ เพราะต่อสู้กับเชื้อโรคหรือความผิดปกติต่าง ๆ ในการผลิตกลุ่มสารชื่อ EICOSANOIDS นี้ร่างกายต้องใช้วัตถุดิบ คือ ทั้งกรดไลโนเลอิก (Linoleic acid) และ กลุ่มโอเมก้า – 3 แต่ถ้าร่างกายได้รับกลุ่มโอเมก้า – 3 น้อยไป และมีกรดไลโนเลอิก เป็นสัดส่วนเกินพอดี เมื่อเทียบกับกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า – 3 แล้ว ร่างกายของเรา ย่อมมีปัญหา เกี่ยวกับลิ่มเลือดแข็งตัว ปวดท้องน้อยเวลามีประจำเดือน และข้ออักเสบ ดังกล่าว

เวลานี้ นักวิจัยยังไม่เสนอข้อตกลงที่แน่นอน ว่าคนเราควรได้รับสารกลุ่มกรดไขมันโอเมก้า – 3 เป็น จำนวนเท่าใด เพื่อนแพทย์คนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าหลังจากที่เขาซื้อปลาทะเล เช่น ซาลมอน มารับประทานทุกวันระดับโคเลสเตอรอล ที่สูงเกินปกติไปมากนั้น ได้ลดลงต่ำกว่าระดับเดิม จนอยู่ในขั้นปกติ ภายในเวลา 3 เดือน เท่านั้น แต่ทั้งนี้ต้องรวมทั้งการออกกำลังกายด้วย ส่วนปลาที่เขาซื้อมารับประทานนั้น เป็นปลาที่จับจากทะเล มิใช่ปลาเลี้ยง ดิฉันไม่ทราบว่า ปลาจากสองแหล่งนั้น มีจำนวนกรดไขมันโอเมก้า – 3 มาก น้อยกว่ากัน จนคุ้มกับราคาปลา ราคาถูกแพงต่างกันหรือไม่ อย่างไรก็ตาม จากรายงานที่ส่งเสริมการรับประทานปลาทะเล รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่สกัดมา ซึ่งวางขายตามหิ้งของร้านขายยา ซึ่งมีชื่อว่า “น้ำมันปลา” (Fish oil) นั้น มีมากมาย เป็นต้นว่า

* ในกลุ่มเด็ก 468 คนในทวีปออสเตรเลีย ซึ่งได้รับประทานปลาทะเล ที่อุดมด้วย กรดโอเมก้า – 3 อย่างน้อยหนึ่งครึ่งต่อสัปดาห์ เป็นกลุ่มที่เป็นโรคหอบหืดน้อยกว่า กลุ่มเด็กที่รับประทานปลาถึง 25 เปอร์เซ็นต์ (Medical Journal Australia Feb 5-1996)

* ที่เมืองซีแอตเติล สตรีจำนวน 324 คน ที่รับประทานปลา โดยเฉพาะปลาซามอล ไม่ว่าในรูปอบหรือย่าง อย่างน้อยสองครั้งต่อสัปดาห์ มีอัตราการเกิดโรคข้ออักเสบ ชนิดรูห์มาตอยด์ต่ำลง ส่วนสตรีที่เกิดปัญหานี้ ถ้าได้รับน้ำมันปลา ในรูปผลิตภัณฑ์ เม็ดอาหารเสริม จะมีอาการอักเสบของข้อลดลง (Epidemiology May 1996)

* สตรีที่ปวดท้องช่วงมีประจำเดือนมากเพราะมีการผลิตสารกลุ่ม EICOSANOIDS สูง จนทำให้เกิดมดลูกหดตัวอย่างมาก อาการเจ็บปวดจะลดลง เมื่อเธอรับประทาน น้ำมันปลาเป็นเวลาสองเดือน (ทดลองในกลุ่มสตรี 37 คน ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนน้อย American Journal of OB-GYN April 1996)

* กลุ่มมารดาที่ตั้งครรภ์ ถ้ารับประทานอาหารที่มีกรดโอเมก้า – 3 จะเกิด ปัญหา ทางการตั้งครรภ์เป็นพิษต่ำลง (Epidemiology May 1995)

* ส่วนโรคลำไส้เล็กอักเสบเรื้อรัง และมะเร็งเต้านมนั้น การได้รับอาหาร กลุ่มกรดไขมันโอเมก้า – 3 ซึ่งมีพวก EPA และ DHA สูง ช่วยทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ มีอาการดีขึ้น และเกิดอาการกำเริบน้อยลง (New England Journal of Medicine June 13 1996)

ส่วนเรื่องเกี่ยวกับหัวใจ กรดไขมันกลุ่มนี้ช่วยทำให้เยื่อหุ้มเซลล์ มีกลไกการปั้มเข้าออก สารต่าง ๆ เช่น แคลเซียม, โซเดียมคลอไรด์และประจุไฟฟ้าอื่น ดำเนินไปอย่างปกติ เพื่อควบคุมการยืด และหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ด้วยเหตุนี้ถ้ากรดโอเมก้า – 3 ขาดหายไป การเต้นของหัวใจ ย่อมผิดปกติ เรียกว่า การเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) ซึ่งเป็นสาเหตุการตายที่พบบ่อย และเกิดแทรกซ้อนหลังจากหัวใจวายดังปรากฏในการทดลองกับกลุ่มผู้ชาย 295 คน ที่เมืองซีแอตเติล ที่รับประทานปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง จะมีอัตราการเกิด ภาวะหัวใจล้มเหลว เนื่องจากการเต้นหัวใจผิดจังหวะ เพียงครึ่งหนึ่งของกลุ่ม ที่ ไม่รับประทานอาหารแบบเดียวกัน ส่วนในประเทศอังกฤษ ผู้ชายจำนวน 883 คน ที่เคยมีอาการหัวใจวายแล้ว ดำรงชีวิตต่อมาเป็นเวลา 2 ปี โดยการรับประทานอาหาร กลุ่มที่มีไขมัน โคเลสเตอรอลต่ำ และรับประทานปลาทะเล ที่มีกรดไขมันพวกนี้ อยู่เป็นจำนวนมาก อย่างน้อยสองถึงสามครั้งต่อสัปดาห์ ผู้ชายกลุ่มนี้มีอัตราตายลดลง 29 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ดูแลตนเองทางโภชนาการดังกล่าว (Lancet Sept 30 1989) ส่วนชายชาวฝรั่งเศส ที่เคยมีปัญหาเดียวกันจำนวน 289 คนนั้น มีอัตราตายจากโรคหัวใจลดลง ถึง 81 เปอร์เซ็นต์ใน 5 ปี ถ้ารับประทานอาหารดังกล่าว รวมทั้งพวกเนยเทียมที่ทำจาก Cainola oil (Lancet June 11 1994)

นอกจากนี้ เยื่อหุ้มเซลล์ในสมองมีส่วนประกอบที่เป็นสารกรด DHA ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุนี้จิตแพทย์ Dr.Joseph R.Hibbeln แห่ง National Institute on Alcohol Abuse and Alcoholism เชื่อว่าถ้าปริมาณสารกรด DHAใน เยื่อหุ้มเซลล์ของสมองต่ำลง ย่อมก่อให้เกิดปัญหาในการสื่อสารทางสมอง จนเกิดความผิดปกติทางด้านอารมณ์ โดยเฉพาะทางซึมเศร้า เพราะเขาเฝ้าติดตามดูในคนไข้ที่มีปัญหานี้ และนักศึกษาชาวญี่ปุ่น 22 คน

สรุปประโยชน์ของน้ำมันปลา
1.ป้องกันโรคหัวใจและปัญหาหลอดเลือด
2.ลดคลอเรสเตอรอลโดย EPA จะเป็นสารตั้งต้นในการ สร้าง eicosanoids โดยเฉพาะอย่างยิ่ง series-3 prostaglandins และ series-5 leucotriene (LTB-5) ซึ่งสารหลาย ๆ ตัวในกลุ่มดังกล่าวจะช่วยลดการจับตัวกันของเกล็ดเลือด ทำให้เกิดลิ่มเลือดได้ช้าลง จึงช่วยลดความเสี่ยงของอันตรายจากโรคหัวใจและ หลอดเลือด
3. ช่วยเพิ่มความลื่นไหลของผนังเซลล์ อาจจะมีผลช่วยสาร Endothelium สาร Endothelium Derived Releasing Factor (EDRF) ในการลดความดันโลหิตและลดการสร้าง Tria-cylglycerols และ triglycerides ในตับส่งผลให้ cholesterol และ lipoprotein LDL ลดลง
4. ในกรณีของโรคข้ออักเสบ พบว่า EPAลดการสร้างสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบของข้อกระดูก
5. น้ำมันปลาช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่มิให้ก่อตัวเป็นมะเร็งได้
6. น้ำมันปลาช่วยยับยั้งการลุกลามของมะเร็งเต้านมหลังการผ่าตัด

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น